รายงานสรุปขุมความรู้จากการจัดการความรู้ใน โครงการพัฒนาความเชี่ยวชาญที่ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21

 รายงานสรุปขุมความรู้จากการจัดการความรู้ใน

โครงการพัฒนาความเชี่ยวชาญที่ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21

ณ ห้องประชุม 116 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง

คุณอำนวย (Faciliator)   : ผศ.ดร.วงจันทร์  เพชรพิเชฐเชียร

คุณลิขิต (Note taker)    : อ.วรรัตน์  สุขคุ้ม   อ.อัศรีย์  พิชัยรัตน์   อ.ทิพย์วรรณ  บุญยาภรณ์  อ.สุริยา   ยอดทอง และ อ.กาญจนา  พรหมทอง

คุณกิจ : ดร.สาดี  แฮมิลตัน  อ.สุวิมล  มณีโชติ  อ.จิรานุวัฒน์   ชาญสูงเนิน  อ.สุวิมล  โภคาลัย  อ.เพ็ญจันทร์  มณีโชติ  อ.นันทยา  เสนีย์ อ.ลำเจียก   กำธร  อ.อรุณี  ชุณหบดี อ.ชไมพร  จินต์คณา  พันธ์ อ.อาภรณ์  ภู่พัทธยากรณ์  และ อ.นิตยา   ชีพประสพ

ศตวรรษที่ 21 เป็นช่วงที่เทคโนโลยีสารสนเทศมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความรู้บางอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยุทธศาสตร์ในการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เน้นที่องค์ความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญและสมรรถนะที่เกิดกับตัวผู้เรียน ทักษะการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจำเป็นต้องมีในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ 1) ทักษะการเรียนรู้และการสร้างนวัตกรรม 2) ทักษะด้านสารสนเทศสื่อและเทคโนโลยี 3) ทักษะชีวิตและอาชีพ) (คู่มือประกันคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับอุดมศึกษา ฉบับปีการศึกษา 2557 หน้า 51) ประกอบกับวิชาชีพพยาบาลเป็นวิชาชีพที่มีการปฏิบัติหน้าที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ การจัดการเรียนการสอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตในศตวรรษนี้จำเป็นต้องพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านจริยธรรมความรู้ และทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีและวิทยาลัยการสาธารณสุขเครือข่ายภาคใต้ได้มีการจัดกิจกรรมการพัฒนาอาจารย์ด้านการจัดการเรียนการสอนที่เสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มาอย่างต่อเนื่อง อันได้แก่ การใช้ศาสตร์และศิลป์ทางการสอน มาเป็นแนวทางในการออกแบบการสอน (Didactic Strategies) การสอนโดยใช้หุ่นสถานการณ์จำลอง (Simulation Based learning)  การสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน(Problem – Based learning) การสอนโดยการสะท้อนคิด (Reflective Learning) และการสอนด้วยหลักบริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ (Humanized health care)

ในการจัดการเรียนการสอนแต่ละครั้งผู้สอนต้องมีการศึกษาหลักสูตร และลักษณะวิชา นำไปสู่การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcome) ออกแบบการจัดการเรียนการสอน และการประเมินผล ซึ่งโครงการพัฒนาความเชี่ยวชาญที่ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 จัดขึ้นเพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความเชี่ยวชาญที่ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ของอาจารย์ในเครือข่าย SC-Net นำไปสู่การรวบรวม พัฒนา และเผยแพร่องค์ความรู้นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21

ผลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การออกแบบและจัดการเรียนการสอน

วันที่ 24 สิงหาคม 2560 มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การออกแบบและจัดการเรียนการสอน 3 ลักษณะ ได้แก่ 1) การใช้ศาสตร์และศิลป์ทางการสอน มาเป็นแนวทางในการออกแบบการสอน (DidacticStrategies)  2) การสอนโดยใช้หุ่นสถานการณ์จำลอง (Simulation Based learning) และ 3) การสอนโดยการสะท้อนคิด (Reflective Learning)

 

 

การใช้ศาสตร์และศิลป์ทางการสอน มาเป็นแนวทางในการออกแบบการสอน (Didactic Strategies)

แนวคิดของ Didactic Strategy

             Didactic Strategies หมายถึง การออกแบบการสอน โดยใช้ศาสตร์และศิลป์ทางกาสอน (Art of Teaching) มาเป็นแนวทางในการออกแบบการสอนเพื่อนำไปสู่การจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนและบรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ (กลุ่มพัฒนาการศึกษา สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข. 2559. Didactic Strategies : Lead by Example. นนทบุรี : โรงพิมพ์ยุทธรินทร์การพิมพ์.)

             Didactical Analyses Model (Van Gelder, 1971 อ้างถึงใน สบช 2559 หน้า 7-9)  มี 5 ขั้นตอน

ขั้นที่ 1 ขั้นการวิเคราะห์และเตรียมความพร้อมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (Defining the initial starting situation) เป็นขั้นการวิเคราะห์ผู้เรียนว่าลักษณะผู้เรียนเป็นเช่นไร มีลักษณะอย่างไร ชอบรูปแบบการเรียนรู้แบบไหน เพื่อนำมาประกอบการวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับลักษณะของผู้เรียน โดยในขั้นนี้สามารถนำแนวคิดที่ใช้ในการประเมินรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนได้คือ VARK Learning Style และ Kolb’s Learning Style

ขั้นที่ 2 ขั้นกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ (Defining the Educational Objectives) เป็นขั้นการวางแผนการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่บรรลุวัตถุประสงค์ และสอดรับกับวัตถุประสงค์ของบทเรียน วัตถุประสงค์ของวิชา และวัตถุประสงค์ของหลักสูตร โดยในขั้นนี้สามารถนำแนวคิดที่ใช้ในการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ได้ คือ Bloom’s Taxonomy และ Revised Bloom’s Taxonomy

ขั้นที่ 3 ขั้นการออกแบบการเรียนรู้ (Designing the Teaching/Learning Process) เป็นขั้นการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ โดยดูจากข้อมูลในขั้นที่ 1 และ 2 เป็นฐานในการออกแบบโดยคำนึงถึงลักษณะผู้เรียน รูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนและวัตถุประสงค์การเรียนรู้ในส่วนที่รับผิดชอบสอน ซึ่งในขั้นนี้สามารถนำแนวคิด Dale’s the Pyramid of Learning และ Blended Learning มาใช้ได้

ขั้นที่ 4 ขั้นออกแบบการประเมินผล (Designing the Assessment)

ขั้นที่ 5 ขั้นการประเมินผลการจัดการเรียนรู้ (Evaluation the Course)

             การนำ Didactic Strategy มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนโดย ดร.สาดี แฮมิลตัน

             รายวิชาที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน คือ วิชาปฏิบัติการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพ 1 สำหรับนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 จำนวนนักศึกษาทั้งหมด 72 คน โดยแบ่งนักศึกษาเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 8 คน  อาจารย์สาดี ได้วิเคราะห์ด้านผู้เรียนพบว่า ปัญหาภาคการศึกษาที่ผ่านมา นักศึกษามีปัญหาความคิดเชื่อมโยง และภาระงานเรื่องการเขียนแผนการพยาบาลเป็นภาระที่นักศึกษาต้องใช้เวลามากในการฝึกปฏิบัติแต่ละครั้ง จากนั้นประชุมกับผู้สอนจำนวน 5 คน และเตรียมผู้เรียน โดยการให้ความรู้การเขียนแผนการพยาบาลแบบ Mapping

ในส่วนของดร. สาดี รับผิดชอบในการสอนภาคปฏิบัติ ณ หอผู้ป่วยศัลยกรรมชาย โรงพยาบาลตรัง  ที่มีสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ ได้แก่ ห้องประชุม ผู้ป่วยที่เป็นกรณีศึกษาจริง เจ้าหน้าที่พยาบาล บุคลากร วัสดุอุปกรณ์ในการให้การพยาบาล ได้ออกแบบวิธีการเรียนแบบ sharing โดยนักศึกษา 1 คน ได้รับมอบหมายให้ดูแลผู้ป่วยที่มีโรคไม่ซ้ำกัน มีการเตรียมผู้เรียน ก่อนขึ้นฝึก ครูนำเยี่ยมผู้ป่วยในโรงพยาบาลก่อน สังเกตลักษณะการมีปฏิสัมพันธ์ (interaction) ระหว่างครูกับผู้ป่วย หลังจากนั้น อาจารย์นำแฟ้มประวัติให้นักศึกษา ศึกษาและถามข้อซักถาม  วันรุ่งขึ้น ครูกับนักศึกษาประชุมปรึกษาหารือปลายเตียงผู้ป่วย ประเมินแบบแผนสุขภาพใช้ 11 แบบแผนกอร์ดอน ให้นักศึกษาเชื่อมโยงปัญหาของผู้ป่วยกับแบบแผน และครูเสนอแนะให้นักศึกษาได้ค้นหาปัญหาและหาทางแก้ไขปัญหาของคนไข้  หลักการใช้คำถามกระตุ้นการคิดของนักศึกษาไปเรื่อยๆ

             สิ่งที่ท่าน (ครูผู้จัดการเรียนการสอน) ได้เรียนรู้จากการจัดการเรียนการสอน

ดร. สาดี : เริ่มต้นคือรู้สึกว่าครูต้องกระตุ้นการเรียนรู้ให้นักศึกษา และหาแหล่งสนับสนุนให้นักศึกษาเพิ่มเติมในส่วนที่นักศึกษายังสงสัย และรู้สึกว่า นักศึกษากล้าพูดกับผู้ร่วมงานมากขึ้น แต่ต้องมีการเตรียมนักศึกษาก่อนในการพูดคุยประเด็นนั้นๆ 1) ทำอย่างไรให้นักศึกษาสนุกในการฝึกปฏิบัติ  2) ให้มีแรงจูงใจในการเรียนรู้ของนักศึกษา

 

             ทักษะการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียนที่เกิดขึ้นจากการจัดการเรียนการสอน

ดร. สาดี : มีคนพูดว่า ๓ R อาจข้ามไปแล้ว นักศึกษาได้คืออ่านไปคิดไป และให้คิดมากกว่าที่เห็นจากตาและจากตัวหนังสือ  นักศึกษาได้อ่านและคิดวิเคราะห์และอธิบายได้ ถ้าอธิบายได้ถ่ายทอดได้แสดงว่านักศึกษาเข้าใจ

 

             ปัจจัยความสำเร็จ ปัจจัยอุปสรรค และแนวทางการดำเนินงานที่ใช้แก้ปัญหาและอุปสรรค

ดร. สาดี : รู้จักนักศึกษา รู้จักตัวเอง การสอนภาคปฏิบัติ อันดับแรกครูต้องเป็นผู้รู้ในเรื่องนั้น ถ้าเราไปหอผู้ป่วยที่เราเชี่ยวชาญเราสามารถมั่นใจและสามารถแนะนำนักศึกษาได้ นักศึกษาหางานไม่เจอ แต่ครูหาเจอแล้ว และรู้เรื่องก่อน

ส่วนอุปสรรค นักศึกษาใช้คำถามการพูด ซักถามจะมีน้อย เมื่อไหร่ที่ไม่เข้าใจ ไม่รู้มาก่อนจะไม่สามารถตอบได้ และต้องกระตุ้นต่อมสงสัย  อุปสรรคอื่น ที่เกี่ยวข้องกับ เช่นหลักการว่าครูต้องขึ้นกับนักศึกษาตลอด แต่บางทีครูติดงานอื่น อาจจัดการเลื่อนไปชดเชยวันหยุด

แนวทางแก้ไข คือวิเคราะห์ นักศึกษา วิเคราะห์ครู ตามปกตินักศึกษาจะรู้แนวอาจารย์ว่าตามงานหรือไม่ ต้องติดตามงานกับนักศึกษาตลอด

 

             สรุปขุมความรู้ (Knowledge Assets : KA) โดย ผศ.ดร.วงจันทร์  เพชรพิเชฐเชียร

อ.สาดี ได้ค้นหาปัญหาก่อนว่า นักศึกษามีปัญหาทักษะการคิด จึงหาแนวทางในการแก้ปัญหาโดยการนำเอารูปแบบการจัดการเรียนการสอน แบบ Concept mapping

อาจารย์ มีการวิเคราะห์เนื้อหา กลุ่มวิชาได้ปรึกษาร่วมกันว่า นักศึกษาต้องรู้อะไรบ้าง ในหอผู้ป่วยใด และได้คิดออกแบบแล้วว่า หากบางคนไม่ได้มีโอกาสเห็นทุกคน ก็จัดประสบการณ์ในการให้นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน แต่สิ่งหนึ่งที่พี่ยังไม่แน่ใจ คือตัว vark มันไปสะท้อนอันไหนบ้าง  และเมื่ออาจารย์วิเคราะห์วางแผนแล้ว อาจารย์ก็นำมาจัดรูปแบบ หน้าที่ของครูคือการจัดประสบการณ์ให้นักศึกษาด้วย เทคนิคที่อาจารย์นำมาใช้ คือเรื่องของเทคนิคการตั้งคำถาม ซึ่งอยากเชิญน้องๆทุกท่านไปศึกษาพัฒนาตนเองในทักษะการตั้งคำถาม คำถามต้องเน้นแบบ High congnitive การพานักศึกษาไปเดินดูผู้ป่วย คือการจัดประสบการณ์ให้นักศึกษาได้รู้ชัดขึ้น

             ผศ.ดร.วงจันทร์  เพชรพิเชฐเชียร ถามต่อว่า อาจารย์มีกระบวนการประเมินผลอย่างไร/อาจารย์มีเทคนิควิธีการประเมิน Mapping อย่างไร

ดร.สาดีตอบว่า นักศึกษามีความถนัดที่ต่างกัน แต่การให้คะแนนใช้เกณฑ์ตามแบบวัด LO 3.4  โดยวัดเกี่ยวกับความสามารถในการคิดวิเคราะห์  ความสามารถในการออกแบบการพยาบาลถูกต้องครบถ้วนตาม Concept หรือไม่ ความสามารถในการประเมินแบบแผนที่ผิดปกติของผู้ป่วย และความสามารถในการให้การพยาบาลเฉพาะกับแบบแผนที่ผิดปกตินั้น และการประเมินผลครอบคลุมตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ สรุปการประเมิน 1) การตรวจชิ้นงานนักศึกษาโดยมีกรอบ  2) นักศึกษาประเมินผลงานตัวเอง  3) ให้เพื่อนประเมินเพื่อน

             ผศ.ดร.วงจันทร์  เพชรพิเชฐเชียร เสนอให้มีการสร้างเป็นแบบประเมินเฉพาะของประเมิน Mapping ดูความเชื่อมโยงของเนื้อหาของนักศึกษา

             การนำ Didactic Strategy มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนโดยอาจารย์สุวิมล มณีโชติ

             รายวิชาที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน คือ รายวิชาภูมิปัญญาในการดำเนินชีวิต ใช้วิธีการให้นักศึกษาได้ทำโครงงาน (Project Based Learning) ซึ่งจะทำให้นักศึกษาฝึกทักษะการคิด โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษา นักศึกษาสืบค้น ลงมือทำ และนำเสนอ ซึ่งหลังจากการนำเสนอนักศึกษามีความภูมิใจ มีการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ใช้แบบฟอร์มประกอบด้วยการประเมินเกี่ยวกับ 1) การแสดงความเชื่อมโยงเนื้อหาวิชากับการทำโครงการ 2) ความคิดสร้างสรรค์ 3) ความปลอดภัย 4) มีความคุ้มค่าคุ้มทุน พร้อมกับ 5) ให้นักศึกษาโหวตชิ้นงานที่ชอบและยังไม่ได้นำไปใช้ต่อ นำผลการโหวตมาให้นักศึกษาสะท้อนต่อ ว่าทำไมเราถึงเลือกชิ้นงานนี้ หรือทำไมเราถึงไม่เลือกชิ้นงานดังกล่าว มีข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาอย่างไรบ้าง 6) ประเมินด้วยการสอบ

จำนวนนักศึกษาทั้งหมด  : นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 1 ทั้งหมด 90 คน

จำนวนนักศึกษาต่อกลุ่มย่อย  : กลุ่มละ 4 คน

จำนวนอาจารย์ที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนแต่ละครั้ง :อาจารย์พิเศษ และผู้รับผิดชอบรายวิชา

สถานที่ที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน : ห้องเรียนและหอประชุม

 

             สิ่งที่ท่าน (ครูผู้จัดการเรียนการสอน) ได้เรียนรู้จากการจัดการเรียนการสอน

เน้นการสอนแบบโครงงาน ที่จะนำมาในการดำเนินชีวิตประจำวัน เนื่องจากวิทยาลัยฯ ไปทำ MOU กับชุมชนหนองตรุด ทำให้ทราบปัญหาเรื่องไข้เลือดออก และให้นักศึกษาคิดชิ้นงานที่ทำป้องกันไข้เลือดออก ให้จับกลุ่มเล็กๆ 4 คน มีการประเมินผู้เรียน แบบ vark โดยให้นักเรียนยกมือว่าถนัดด้านไหน และเลือกจับกลุ่มกันเอง และมอบหมายให้นักศึกษาทำชิ้นงานนอกห้องเรียน  มีอาจารย์พิเศษจากภายนอกที่มาสอนมาเป็นที่ปรึกษาร่วมกับอาจารย์ประจำในวิทยาลัยฯ

หลังจากนักศึกษาได้คิดชิ้นงานแล้วนำชิ้นงานไปทดลอง และเปิดเวทีให้นักศึกษานำเสนอชิ้นงาน นักศึกษานำเสนอที่มาของงาน และรู้แหล่งสนับสนุนว่าไปหาได้ที่ไหน ในวันนำเสนอ จะเชิญอาจารย์ที่มีความรู้เรื่องภูมิปัญญาและอาจารย์ที่ถนัด นวตกรรม คัดเลือกมา 4 ชิ้น เพื่อนำเสนองานระดับชาติ ซึ่งนักศึกษากล่าวว่า ภูมิใจ และพอใจในสิ่งที่เค้าทำ ทำให้เรียนรู้งานร่วมกัน ได้เรียนรู้ถึงการบริหารงาน เทคนิคการนำเสนองานที่ให้คนอื่นเข้าใจ  ดังนั้น คิดว่าทั้งผู้เรียนและผู้สอนมีความสุข

             ผศ.ดร.วงจันทร์  เพชรพิเชฐเชียร กล่าวว่า Harward Gardner ได้เสนอการเรียนรู้ในศตวรรษที่                  ๒๑ สิ่งที่ครูและผู้เรียนควรพัฒนาให้เกิดขึ้น คือ การมีจิต 5 แบบ ได้แก่ 1) Discipline mind คือ ความเชี่ยวชาญ คือมีจิตที่ต้องพัฒนาตนเอง มี Area expert จะมีโอกาสก้าวหน้าได้เร็ว  ถ้าผู้เรียนมีความเชี่ยวชาญเค้าจะสืบเสาะไปอีก 2) Creating mind ต้องคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ 3) Syntesizing mind คือการคิดสังเคราะห์ 4) Respectful mind รู้จักการให้เกียรติคนอื่น ชื่นชมคนอื่น 5) Ethical mind มีจริยธรรม จากนั้นถามอาจารย์สุวิมล มณีโชติ ว่า อาจารย์หยิบเอาวิชาพื้นฐาน ปี 1 อาจารย์ต้องการ LO อะไรบ้าง ต้องการให้เอาภูมิปัญญาไปใช้ อาจารย์ใช้ Project base learning อาจารย์ต้องตั้ง LO ไว้ จะได้ให้นักศึกษาชวนคิด ซึ่งสามารถพัฒนานักศึกษาได้แน่นอน   ในส่วนที่อาจารย์ทำมา จุดที่ไม่เห็นชัดเจน คำถามเดียวกันกับคำถามอาจารย์สาดี คือ เรื่องประเมินผล อยากทราบว่าอาจารย์ทำอย่างไร  การทำให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของสิ่งที่เขาได้เรียนรู้นั่น ได้มีโอกาสไปบอกคนอื่น และมีคนอื่นเอาไปใช้ต่อ แต่เรายังอยู่ในระบบ เกรด อยากทราบว่าอาจารย์มีวิธีการประเมินอย่างไร วิธีการประเมินอย่างแรก   ต่อไปให้เพื่อนเลือกให้คะแนนให้แต้ม 1 คน 1 คะแนน ในส่วนของโปรเจค ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาประเมิน โดยออกแบบการประเมิน ครอบคลุม ความคิดสร้างสรรค์ คุ้มค่าคุ้มทุน ความปลอดภัย การนำทฤษฏีมาใช้  ในส่วนที่อาจารย์ให้เพื่อนประเมินกันเอง อาจารย์ได้เอาส่วนนั้นมาใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้ต่อไปอะไรบ้างซึ่งยังอธิบายไม่ชัดเจน มีแต่การเลือกไปนำเสนอ ผศ.ดร.วงจันทร์  เพชรพิเชฐเชียร เสนอต่อว่าการจะนำไปต่อยอดอย่างไง ควรให้นักศึกษาสะท้อนว่าทำไมจึงให้คะแนนชิ้นนี้ โครงการที่ถูกคนจำนวนมากเลือก ทำไมถึงเลือก พร้อมให้ข้อเสนอแนะต่อโครงการนั้นควรปรับอย่างไรเพื่อให้ดีมากขึ้น  ส่วนดครงการที่เพื่อนไม่เลือก ต้องสะท้อนให้นักศึกษาคิดว่าเพราะเหตุใดจึงไม่เลือกและจะพัฒนาอย่างไรได้บ้าง

อาจารย์สุวิมล อธิบายเพิ่มว่า ให้กระดาษกับให้เพื่อนเขียนว่าเหตุผลว่าทำไม่เลือกให้กับกลุ่มโดยตรงจะได้ทราบเลย หลักคิดคือ ทำอย่างไรให้นักศึกษาได้มีโอกาสสะท้อน และคิดกันตรงนั้นเลย

ผศ.ดร.วงจันทร์  เพชรพิเชฐเชียร สรุปว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ใดๆ ต้องคำนึงถึง พื้นฐานความรู้ผู้เรียนก่อนเสมอ ซึ่งจะสามารถทำให้นักเรียนคิดเชื่อมโยงได้  การสะท้อนควรทำในห้องใหญ่เพื่อให้มีการเรียนรู้ร่วมกัน

 

สรุปขุมความรู้ (Knowledge Assets : KA) การนำ Didactic Strategy มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน

  1. วิเคราะห์หา LO เพื่อใช้เป็นวัตถุประสงค์การเรียนรู้ และอาจคำนึงถึงการมีจิต 5 แบบ ได้แก่ 1) Discipline mind คือ ความเชี่ยวชาญ คือมีจิตที่ต้องพัฒนาตนเอง มี Area expert จะมีโอกาสก้าวหน้าได้เร็ว ถ้าผู้เรียนมีความเชี่ยวชาญเค้าจะสืบเสาะไปอีก 2) Creating mind ต้องคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ 3) Syntesizing mind คือการคิดสังเคราะห์ 4) Respectful mind รู้จักการให้เกียรติคนอื่น ชื่นชมคนอื่น 5) Ethical mind มีจริยธรรม
  2. วางแผนจัดรูปแบบการจัดประสบการณ์ให้นักศึกษาเรียนรู้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ และคำนึงถึง พื้นฐานความรู้ผู้เรียน
  3. ดำเนินการตามแผน และต้องใช้คำถามในการกระตุ้นนักศึกษานำไปสู่วัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่วางแผนไว้ และใช้กิจกรรมที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ของผู้เรียนทุกๆคนเสมอกัน
  4. การประเมินผล ซึ่งต้องมีการพัฒนาต่อเพื่อให้เฉพาะกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ของรายวิชานั้น

 

 

 

การสอนโดยใช้หุ่นสถานการณ์จำลอง (Simulation Based learning)

แนวคิดของ Simulation-Based Learning

การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ Simulation-Based Learning (SBL) เป็นกระบวนการที่ผู้สอนใช้ในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด โดยให้ผู้เรียนลงไปเล่นในสถานการณ์ที่มีบทบาท ข้อมูล และกติการการเล่นที่สะท้อนความเป็นจริง และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในสถานการณ์นั้นๆ โดยใช้ข้อมูลที่มีสภาพคล้ายกับข้อมูลในความเป็นจริง ในการตัดสินใจและแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งการตัดสินใจนั้นจะส่งผลถึงผู้เล่นในลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นในสถานการณ์จริง มี 3 ขั้นตอนประกอบด้วย

  1. ขั้นนำ ชี้แจงรายละเอียด (prebrief) ใช้เวลา20 นาทีประกอบด้วย การชี้แจงวัตถุประสงค์การเรียนรู้ การบอกบทบาทของนักศึกษา แนะนำการใช้อุปกรณ์
  2. ปฏิบัติในสถานการณ์ (simulation) ใช้เวลา 15-20 นาที ประกอบด้วยแสดงตามบทบาททั้งผู้สอนและผู้เรียน โดยบทบาทผู้สอนคนที่ 1 เป็นผู้ที่สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนและควบคุมระดับสถานการณ์ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผู้สอนคนที่ 2 แสดงเป็นแพทย์และเข้าช่วยเหลือเมื่อผู้เรียนมีปัญหา รวมทั้งประเมินการเรียนรู้ในช่วงอภิปรายและสรุปผลการเรียนรู้ ด้านบทบาทผู้เรียน โดยผู้เรียนแต่ละคนแสดงบทบาทที่ได้รับมอบหมาย ได้แก่ การประเมินสภาพผู้ป่วย คิดวิเคราะห์ ข้อมูลที่รวบรวมได้ นำข้อมูลมาระบุปัญหา และตัดสินใจในการปฏิบัติพยาบาลเพื่อแก้ปัญหาตามลำดับ ความสำคัญ ตลอดจนการรายงานอาการผู้ป่วย
  3. สรุปผลการเรียนรู้ (Debrief) ใช้เวลา 20-30 นาที ประกอบด้วยประเมินผลการเรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิด

การนำ Simulation Based Learning มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนโดย โดย อาจารย์เพ็ญจันทร์ มณีโชติ และ อาจารย์จิรานุวัฒน์ ชาญสูงเนิน

รายวิชาที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน : การพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพ 3 โดยใช้หุ่น Sim –man

จำนวนนักศึกษาทั้งหมด  : นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 3 ทั้งหมด 90 คน

แบ่งนักศึกษาเป็นกลุ่มย่อย  : กลุ่มละ 4 คน

สถานที่ที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน :ห้องปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง

ข้อเสนอแนะที่ได้จากอาจารย์ผู้ร่วมสอนและนักศึกษา : หากนักศึกษาไม่สามารถทำScenarioได้ อาจารย์สามารถทำหยุดสถานการณ์ได้

สิ่งที่ท่าน (ครูผู้จัดการเรียนการสอน) ได้เรียนรู้จากการจัดการเรียนการสอน

อ.จิรานุวัฒน์ ชาญสูงเนิน : ต้องใช้วิจารณญาณของตนเองอย่างมาก ดังเช่น บางทฤษฎีระบุว่าไม่ควรให้หุ่นคนไข้ตาย บางทฤษฎีระบุว่าสามารถปล่อยให้หุ่นคนไข้ตายได้ ซึ่งในขณะที่มีการจัดการเรียนการสอน นักศึกษาแสดงการทำ CPR ไม่ถูกต้อง จึงสับสนว่า จะควบคุมโปรแกรมให้หุ่นคนไข้ตายหรือไม่ตายดี

ปัจจัยความสำเร็จ ปัจจัยอุปสรรค และแนวทางการดำเนินงานที่ใช้แก้ปัญหาและอุปสรรค

  1. ต้องมีการเตรียมอุปกรณ์
  2. เตรียมความพร้อมทีมอาจารย์ผู้สอน
  3. เตรียมนักศึกษาโดยการให้ความรู้เรื่องโรค
  4. สับสนในบทบาทตัวเองในสถานการณ์เนื่องจากมีหลายบทบาทในสถานการณ์ เช่น เป็นหมอ เป็นคนไข้ และเป็นผู้อำนวยความสะดวกในเวลาเดียวกัน
  5. สับสนในการตัดสินใจควบคุมโปรแกรมหุ่นสถานการณ์
  6. นักศึกษาไม่ได้ฝึกทักษะอยู่บ่อย
  7. แนวทางการแก้ไข : ควรจัดให้มีการเรียนการสอนแบบ SBL หลายๆครั้ง ก่อให้การเรียนรู้จากประสบการณ์มากขึ้น

 

การนำ Simulation Based Learning มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนโดย อาจารย์ภาวนา (วพบ. สุราษฎร์ธานี)

รายวิชาที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน : การรักษาพยาบาลเบื้องต้น ใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง (high fidelity simulation)  ส่วนในชั้นปีต้นๆ ใช้สถานการณ์ที่เป็นเอกสาร

ปัจจัยความสำเร็จ ปัจจัยอุปสรรค และแนวทางการดำเนินงานที่ใช้แก้ปัญหาและอุปสรรค

ขั้นเตรียมการเป็นสิ่งสำคัญ การวางแผนให้ครอบคลุมสิ่งที่เป็นอุปสรรค/ปัญหาจากการวิเคราะห์การจัดการเรียนการสอนในครั้งที่ผ่านๆมา เช่น การบอกวัตถุประสงค์การศึกษาให้ทราบล่วงหน้า การเตรียมแหล่งความรู้ให้หลากหลาย  การเตรียมตัวผู้สอนแต่ละบทบาทให้ชัดเจนตามสถานการณ์  การควบคุมสถานการณ์บทบาทการแสดงของผู้เรียนโดยยึดวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนการสอนเป็นหลัก และจะสะท้อนในขณะนั้นทันที นอกจากนี้ในขั้น debrief จะช่วยให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ทั้งด้านความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติที่มีมากขึ้น  และเราต้องให้นักศึกษาเคารพว่าหุ่นเสมือนคนจริงๆ

ผศ.ดร.วงจันทร์  เพชรพิเชฐเชียร สรุปว่า การจัดการเรียนการสอนใดๆ ต้องเริ่มด้วยการกำหนดวัตถุประสงค์การจัดการเรียนการสอน  จัดการเรียนการสอน สร้างประสบการณ์แก่ผู้เรียน และวัดประเมินผลยึดวัตถุประสงค์การจัดการเรียนการสอนเป็นหลัก  ตลอดจนการใช้คำถามในการกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์การจัดการเรียนการสอนที่วางไว้  นอกจากนี้ต้องเตรียมข้อสอบคู่ขนานหลายๆชุด

การนำ Simulation Based Learning มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนโดย โดย อาจารย์สุวิมล โภคาลัย

รายวิชาที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน : การรักษาพยาบาลเบื้องต้น เริ่มจากใช้เพื่อนแสดงเป็น standardize patient โดยอาจารย์เขียน script ให้ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากเพื่อนช่วยเพื่อน

ผศ.ดร.วงจันทร์  เพชรพิเชฐเชียร เสนอแนะว่า หลักการของการทำ standardize patient (SP) คือ การกำหนด script พฤติกรรมการแสดงของ standardize patient (SP) ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งครูผู้สอนจำเป็นต้องเน้นย้ำกับผู้แสดงบทบาทว่า script นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ใดตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ด้วยตนเองจากพฤติกรรมการแสดงของ standardize patient (SP)  อย่างไรก็ตาม สถานะของผู้แสดงเป็น standardize patient (SP) มีผลต่อผลการเรียนรู้ของผู้เรียน การคัดเลือกจำเป็นต้องคำนึงถึงหลายๆปัจจัย เช่น ถ้าผู้เรียนด้วยกันแสดงเป็น standardize patient (SP) ก็ก่อให้เกิดการช่วยเหลือกัน ควรเป็น ผู้ป่วยจริงๆ หรือเป็นบุคลากรทางการศึกษาที่ผู้เรียนสามารถซักถามได้โดยเป็นธรรมชาติ  นอกจากนี้แล้วการทำ debrief เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่จำเป็นต้องมีการสะท้อนทันที   ควรทำเป็นกลุ่มใหญ่ๆ จะดีกว่า อาจพบกลุ่มที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ทั้งด้าน cognitive affective และ psychomotor domain ซึ่งผู้สอนที่ทำหน้าที่ debrief พึงระลึกเพื่อใช้คำถามช่วยกระตุ้นผู้เรียน

ผศ.ดร.วงจันทร์  เพชรพิเชฐเชียร สรุปแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนของ Simulation Based Learning ว่าเป็นการจัดการเรียนการสอนหรือวัดประเมินผลที่มีการสร้างสถานการณ์ให้ใกล้เคียงเสมือนจริง ดังนั้นผู้สอนจำเป็นต้องวิเคราะห์หาแนวคิดหลักของหลักสูตรหาทักษะที่สำคัญที่ผู้เรียนจำเป็นต้องมีก่อนขึ้นปฏิบัติกับผู้ป่วยจริงเพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย นำไปสู่การวางแผนรูปแบบที่จะใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หลักของหลักสูตร   และเนื่องจากรูปแบบการเรียนการสอนที่เป็น active learning ประกอบกับลักษณะผู้เรียนที่หลากหลาย ดังนั้นผู้สอนต้องใส่ใจ สังเกต และให้การสะท้อนกลับทันที (constructive feedback) รวมไปถึงการดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์กับผู้เรียนด้วยเช่นเดียวกัน

 

สรุปขุมความรู้ (Knowledge Assets : KA) การนำ Simulation Based Learning มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน

  1. วิเคราะห์หา LO เพื่อใช้เป็นวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ตลอดจนอุปสรรค/ปัญหาจากการจัดการเรียนการสอนในครั้งที่ผ่านๆมา
  2. วางแผน เตรียมผู้เรียน เตรียมโจทย์สถานการณ์ เตรียมผู้สอน เตรียมแหล่งความรู้
  3. ดำเนินการตามแผนให้มีความชัดเจนในแต่ละบทบาทของผู้สอนในสถานการณ์ การควบคุมสถานการณ์บทบาทการแสดงของผู้เรียนโดยยึดวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนการสอนเป็นหลัก และสะท้อนในขณะนั้นทันที
  4. การวัดประเมินผลยึดวัตถุประสงค์การจัดการเรียนการสอนเป็นหลัก ตลอดจนการใช้คำถามในการกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์การจัดการเรียนการสอนที่วางไว้ นอกจากนี้ต้องเตรียมข้อสอบคู่ขนานหลายๆชุด

 

 

 

 

การสอนโดยการสะท้อนคิด (Reflective Learning)

การสะท้อนคิดเป็นกระบวนการการเรียนรู้ที่เกิดจากการนำประสบการณ์มาคิดทบทวน ไตร่ตรอง สร้างความรู้ ความเข้าใจใหม่ที่นำไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงตนเอง ปรับปรุงงาน และการแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมีขั้นตอน (Gibbs, 2000) ดังต่อไปนี้

ขั้นตอนของการสะท้อนคิด

กระบวนการเรียนรู้โดยการสะท้อนคิด ประกอบด้วย 6 ขั้นตอนดังนี้

  1. การบรรยาย (Description) เป็นการบรรยายว่า อะไรเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดการสะท้อนคิด เป็นการบรรยายที่เกิดจากความรู้สึกที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์นั้น ๆ
  2. ความรู้สึก (feelings) เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันโดยการสะท้อนการคิดจากการสังเกตความรู้สึก และการรับรู้ เรามีปฏิกิริยาอย่างไร หรือรู้สึกอย่างไรกับอุบัติการณ์ สถานการณ์หรือประเด็นแนวคิดนั้น เช่น การขาดความมั่นใจ ความกลัว ความสับสนในการปฏิบัติงาน เป็นต้น
  3. การประเมิน (Evaluation) เป็นการประเมินวิเคราะห์ประสบการณ์ร่วมกันว่าเป็นไปในทางดีหรือไม่ดีเกี่ยวกับอุบัติการณ์ สถานการณ์ หรือประเด็นแนวคิดนั้น แล้วนำสิ่งที่คุณให้คุณค่ามาใช้ในการตัดสินใจ
  4. การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นการวิเคราะห์สถานการณ์โดยภาพรวม โดยใช้ประสบการณ์เดิมมาช่วยในการมองว่า สถานการณ์นี้เป็นอย่างไร
  5. การสรุป (General conclusions) เป็นการสรุปความคิดรวบยอดจากการวิเคราะห์โดยใช้เหตุและผล หรือสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้สู่การปฎิบัติร่วมกัน รวมถึงการสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยใช้ประสบการณ์เดิมมาช่วยในการสรุป
  6. การวางแผนปฏิบัติในอนาคต (Personal action plans) การวางแผนนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปปฏิบัติในสถานการณ์ใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาตนเอง ถ้าหากสถานการณ์นี้เกิดขึ้นอีก เราจะทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง มีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไร

อ.ลำเจียก กำธร สรุปความหมายของการสะท้อนคิด (reflective thinking)ว่าเป็นการทบทวนประสบการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยใช้ฐานความรู้เดิมเพื่อการต่อเติมนำไปสู่การเรียนรู้สิ่งใหม่  โดยสรุปแนวคิดที่สำคัญของการสะท้อนมี 2 อย่าง คือ 1) ใช้ฐานความรู้เดิม และ 2) ต่อเติมความรู้ใหม่นำไปสู่การค้นพบวิธีการแก้ปัญหาในอนาคตที่มีประสิทธิภาพ  กระบวนการสำคัญของการจัดการเรียนการสอนด้วยการสะท้อนคิด ผู้สอนต้องกระตุ้นให้นักศึกษาคิดอย่างมีเหตุและผล โดยสิ่งที่ผู้สอนจะต้องมีคือทำอย่างไรให้ผู้เรียนรู้จากการสังเกต ทำอย่างไรให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ถามอย่างมีเหตุมีผล และทำอย่างไรให้ผู้เรียนสามารถที่จะพัฒนามุมมองใหม่ๆได้  ซึ่ง 3 ส่วนนี้ต้องเกิดขึ้นกับผู้เรียนนี่คือหัวใจสำคัญของการสะท้อนคิด (reflective thinking) นอกจากนี้ก่อนที่ผู้สอนจะสอนสิ่งที่สำคัญต้องถามตัวเองว่าทำเพื่ออะไร และฉันทำพลาดตรงไหนและฉันจะต้องแก้ไขอย่างไร สิ่งนี้คือจุดที่สำคัญถ้าเราเรียนรู้แล้วก็ใช้กับตัวเองบ่อยๆมันก็นำไปสู่การสอนผู้เรียนให้มีทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล พัฒนามุมมองใหม่ๆ

การสะท้อนคิดสามารถประเมิน k a p ของนักศึกษาได้อย่างครบถ้วน  สามารถประเมินปัญหาการเรียนรู้ของนักศึกษาและแก้ไขปัญหาในสถานการณ์   การสะท้อนคิดสามารถสะท้อน attitude ของนักศึกษาได้จากการพูดคุยหรือการเขียนกับนักศึกษา  ซึ่งการสะท้อนทำให้นักศึกษาได้ทบทวนตัวเองทั้งในแง่ของความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมของตนเอง  อันส่งผลให้เขาสามารถที่จะเผชิญปัญหาที่ซับซ้อนในคลินิกได้อย่างมั่นใจ  มีผลงานวิจัยหลายงานที่สนับสนุนว่า การฝึกการประเมินศักยภาพและจุดบกพร่องของตนเองและหาวิธีการปรับปรุงตัวเองจากการสะท้อนคิดอย่างสม่ำเสมอ เป็นการพัฒนาการคิดแบบมีวิจารณญาณ(critical thinking) ของนักศึกษา

อ.ลำเจียก กำธร อธิบายกระบวนการเรียนรู้โดยการสะท้อนคิดที่ใช้ตามแนวคิดของ Gibbs ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน

ขั้นที่ 1 ให้นักศึกษาบรรยายสถานการณ์ในสิ่งที่นักศึกษาเห็นก่อนว่ามันมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบรรยายตรงตามความเป็นจริงสภาพการณ์จริงว่าจุดสำคัญของสถานการณ์นั้นน่ะเป็นเรื่องอะไรจุดเน้นของสถานการณ์นั้นคืออะไร

ขั้นที่ 2 สิ่งที่นักศึกษาต้องบรรยายได้ต้องบอกความรู้สึกของตัวเองได้ว่าเขารู้สึกอย่างไรต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ขั้นที่ 3 นักศึกษาต้องวิเคราะห์ว่าความรู้สึกของตัวเขาเองเกี่ยวกับสถานการณ์นั้นเป็นไปในทางบวกหรือทางลบอย่างไร

ขั้นที่ 4 นักศึกษาสามารถอนาไลซิสได้ว่ามันมีอุปสรรคหรือมีปัญหาอะไรบ้างที่ทำให้สถานการณ์นั้นแหละถ้าหากว่าจะแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น มันจะมีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรบ้าง ซึ่งนักศึกษาต้องมองให้รอบ

ขั้นที่ 5 นักศึกษาสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาไปใช้โดยใช้ประสบการณ์เดิม

ขั้นที่ 6 สุดท้ายสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นก็คือ action plan นั่นหมายความว่านักศึกษาต้องเรียนรู้และต่อยอดว่าจากประสบการณ์เดิมตรงนั้น นักศึกษาแก้ปัญหาโดยประสบการณ์เดิมและมันยังแก้ไขไม่ได้ต้องไปค้นคว้าหาความรู้ใหม่และเพื่อนที่มาพัฒนาตัวเองว่าในครั้งหน้าถ้ามันเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก นักศึกษาเรียนรู้ที่จะแก้ไขอย่างไรโดยการต่อยอดความรู้อันนี้คือขั้นของ action plan

อ.ลำเจียก กำธร อธิบายต่อว่า reflective สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในการเรียนการสอนภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ และการให้คำปรึกษาการใช้ชีวิตประจำวันของนักศึกษา

ในภาคทฤษฎีลักษณะของ reflective ที่นำไปใช้ที่นิยมกันมากที่สุดในขณะนี้ได้แก่

1) journal writing หรือการเขียนบันทึกการสะท้อนคิดเพื่อการเรียนรู้เป็นการเขียนตามขั้นตอนต่างๆ 6 ขั้นตอนที่กล่าวเบื้องต้น

2) วิธีการสะท้อนคิดจากการแสดงบทบาทสมมุติ

3) วิธีการสะท้อนคิดจากการมองภาพ

4) สุนทรียศาสตร์สะท้อนคิด

5) วิธีการสะท้อนคิดจากการใช้สถานการณ์จำลอง

 

 

การนำ Reflective Learning มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนโดย โดยอาจารย์ลำเจียก กำธร

การเรียนการสอนภาคทฤษฎีได้ใช้การชมภาพยนตร์ สะท้อนทั้งในส่วนเนื้อหา กระบวนการ และทัศนคติ

การเรียนการสอนภาคปฏิบัติ เมื่อนักศึกษาขึ้นปฏิบัติการพยาบาลครั้งแรกนำไปใช้ในขณะที่ร่วมกัน conference นักศึกษาบรรยายสภาพผู้ป่วย ผู้สอนใช้การสะท้อนคิดด้วยคำถาม “เพื่อนๆเห็นว่าอย่างไร แล้วหนูคิดว่าการพยาบาลที่ดีน่าจะเป็นอย่างไรและคนนี้ว่ายังไงสิ่งที่เพื่อนพูดมัน ต่างจากเพื่อนหรือเหมือนกับเพื่อนอย่างไร”  ใช้การ reflection in action คือขณะที่นักศึกษาให้การพยาบาล ผู้สอนมีการสะท้อนคิดขณะนั้นอย่างไร ผู้สอนอาจใช้คำถามให้สะท้อนคิดขณะนั้นว่านักศึกษาทำแบบนั้นเพราะอะไร ผู้สอนฟังเหตุผลของนักศึกษา หรืออีกลักษณะหนึ่งเป็น reflection on action คือเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการการปฏิบัติการพยาบาลแล้ว หยิบยกประเด็นมาคุยกัน

ผศ.ดร.วงจันทร์  เพชรพิเชฐเชียร สรุปแนวคิดของ Reflective Learning ว่าเป็นการสะท้อนคิดในประสบการณ์ที่มีความหมายกับผู้เรียน ซึ่งจอห์นดิวอี้ กล่าวว่า “ต่อให้เราจัดประสบการณ์ใดๆให้ผู้เรียนถ้าเขาไม่อยากจะรู้เขาก็จะไม่สามารถสะท้อนคิดได้”

 

สรุปขุมความรู้ (Knowledge Assets : KA) การนำ Reflective Learning มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน

  1. จัดประสบการณ์ที่มีความหมายกับผู้เรียน
  2. สะท้อนทั้งในส่วนเนื้อหา กระบวนการ และทัศนคติ
  3. ลักษณะการสะท้อน ควรทำทั้ง reflection in action คือขณะที่นักศึกษาให้การพยาบาล ผู้สอนมีการสะท้อนคิดขณะนั้นอย่างไร และ reflection on action คือเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการการปฏิบัติการพยาบาลแล้ว หยิบยกประเด็นมาคุยกัน

 

 

ผลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การออกแบบและจัดการเรียนการสอน

วันที่ 25 สิงหาคม 2560 มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การออกแบบและจัดการเรียนการสอน 2 ลักษณะ ได้แก่ 1) การสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน(Problem – Based learning) และ 2) การสอนด้วยหลักบริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ (Humanized health care)

 

ก่อนการแลกเปลี่ยน ผศ.ดร.วงจันทร์  เพชรพิเชฐเชียร สรุปสิ่งที่ได้รับเมื่อวาน เกี่ยวกับ   เป้าหมายของการสอนมี 3 ขั้น ได้แก่

ขั้นที่ 1 ให้หลักการ แนวคิด ข้อเท็จจริง (ให้ self-directed learning)

ขั้นที่ 2 นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์

ขั้นที่ 3 พัฒนาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต

จากนั้น ผศ.ดร.วงจันทร์  เพชรพิเชฐเชียร ให้สาธิตการจัดประสบการณ์เรียนรู้เพื่อนำไปสู่การสะท้อนคิดด้วยการให้ดูคลิปสั้นๆไม่มีบทพากย์แต่จะมีแคปชั่นเป็นภาษาอังกฤษซึ่งตามท้องเรื่องมีชายคนหนึ่งสีไวโอลินที่สถานีรถไฟใต้ดินในกรุงวอชิงตันดีซีในช่วงเวลาที่เร่งรีบมาก (rush hour) ชายผู้นี้เป็นนักไวโอลินและเข้าไปยืนทำตัวเป็นวณิพกอยู่ที่สถานีรถไฟใต้ดินกลางกรุงวอชิงตันดีซีท่ามกลางความวุ่นวาย ผู้คนเดินผ่านเข้าไปในนั้นพันกว่าคน มีเพียงไม่กี่คนที่ได้หยุดฟังแต่ก็ไม่นานเนื่องจากรีบเร่งไม่มีใครได้ฟังจริงๆ มีเด็กผู้ชายอายุ 3 ขวบสนใจอยากจะฟังแต่ก็โดนแม่ดุ ในขณะที่คนที่เหลือก็แค่โยนโยนเหรียญให้แล้วก็ไป  ในคลิปบอกชายคนนี้แท้จริงเป็นนักไวโอลินที่มีชื่อเสียงของโลก ไวโอลินตัวที่เขาสีราคาประมูล 3.5 ล้าน และสัปดาห์ต่อมาเขาต้องไปแสดงที่โรงละครในบอสตันค่าตั๋วเข้าชม 100 เหรียญ

ภายหลังการดูคลิป เพื่อเรียนรู้เทคนิคสะท้อนคิด (ด้วยคำถาม :รู้สึกอย่างไร)

คำตอบจากผู้เข้าประชุม

-เมื่อมีโอกาส เมื่อไม่คว้าโอกาสที่ดีจะเสียโอกาสนั้น

-ความเร่งรีบทำให้ชีวิตขาดโอกาส บางครั้งต้องลดความเร่งรีบบ้าง เชื่อมโยงไปกับตนเองที่มักจะสอบถามประวัติของคนอื่น ๆ เพื่อมาใช้ในชีวิตคนเองและนำมาถ่ายทอดให้ศิษย์

-เมื่อโอกาสเข้ามา แต่มีปัจจัยที่ไม่เอื้ออำนวยจะพลาดโอกาส

-บริบทหรือสถานที่ในการแสดงสิ่งที่เราต้องการ คือ กาละเทศะ

-การให้คุณค่าของคน ในสถานที่ที่แตกต่างกันทำให้การยอมรับแตกต่างกัน

(หน้าที่ครูคือการจัดให้มีกิจกรรมแบบนี้ และนักเรียนจะถอดสิ่งที่เห็นไม่เหมือนกัน นั้นคือหัวใจของ RF) คลิปนี้สอนให้รู้ว่า

-ครูต้องมองกาลเทศะ นักเรียนมีความพร้อมในการเรียนหรือไม่

-หยุดมองสิ่งรอบตัวให้มากขึ้น เพราะชีวิตในแต่ละวันมีสิ่งดีๆ เข้ามา บ้างครั้งเรามองข้ามหรือไม่แล้วแต่บทบาทของเรา

ผศ.ดร.วงจันทร์  เพชรพิเชฐเชียร สรุปให้เห็นถึงประเด็นที่สำคัญว่า Reflective Learning จะทำให้เห็นว่าผู้เรียนแต่ละคนมีพื้นฐานประสบการณ์ที่แตกต่างหันทำให้การสะท้อนด้วยมุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้สอนต้องใช้คำถามในแต่ละขั้นของ Reflective Learning เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

 

การสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน(Problem – Based learning)

แนวคิดของ Problem – Based learning

การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก เป็นรูปแบบการสอนที่เกิดขึ้นจากแนวคิดตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม (Constructivism) ใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้และกระตุ้นกระบวนการแก้ปัญหาซึ่งผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่ จากกระบวนการเรียนรู้ในการแก้ปัญหา ผู้เรียนเกิดทักษะในการคิดวิเคราะห์และคิดแก้ปัญหา และคิดสร้างสรรค์

องค์ประกอบสำคัญของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน สรุปได้ดังนี้

  1. สถานการณ์ปัญหา (Scenario) เป็นองค์ประกอบสำคัญเริ่มต้นการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยการใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ปัญหาที่นำมาใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ควรเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นพบเห็นในชีวิตได้ในชีวิตจริงของผู้เรียนหรือมีโอกาส ที่จะเกิดขึ้นได้จริง และควรเชื่อมโยงความรู้เดิมของผู้เรียนกับความรู้ใหม่ที่จะเกิดขึ้นด้วย
  2. ผู้เรียนเรียนรู้โดยการนำตัวเอง (Self-Directed Learning) ค้นหาและแสวงหาความรู้คำตอบด้วยตนเอง บริหารเวลาเอง คัดเลือกวิธีการเรียนรู้และประสบการณ์เรียนรู้ รวมทั้งประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง ดังนั้นจำเป็นต้องมีการเตรียมผู้เรียนทั้งทัศนคติ ความรู้ และทักษะที่จำเป็นในการเรียนรู้
  3. ผู้เรียนเรียนรู้เป็นกลุ่มย่อย (Small Group tutorial) เพื่อประโยชน์ในการค้นหาความรู้ ข้อมูลร่วมกัน เป็นการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วยเหตุและผล ฝึกให้ผู้เรียนมีการรับส่งข้อมูล เรียนรู้เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างบุคคล และฝึกการจัดระบบตนเองเพื่อพัฒนาความสามารถในการทางานร่วมกันเป็นทีม ความรู้คาตอบที่ได้มีความหลากหลายองค์ความรู้จะผ่านการวิเคราะห์โดยผู้เรียน มีการสังเคราะห์และตัดสินใจร่วมกัน การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานนี้ นอกจากจัดการเรียนเป็นกลุ่มแล้วยังสามารถจัดให้ผู้เรียนเรียนรู้เป็นราย บุคคลได้ แต่อาจทำให้ผู้เรียนขาดทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น
  4. Faciliators ต้องมีการเตรียมความพร้อมเรื่องความเข้าใจในโจทย์สถานการณ์ การตั้งคำถาม
  5. สิ่งสับสนุนการเรียนรู้

กระบวนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักสามารถสรุปเป็นขั้นตอนได้ดังนี้

ขั้นตอน บทบาทผู้สอน บทบาทผู้เรียน
ขั้นเตรียม – เตรียมผู้เรียนเกี่ยวกับวิธีการเรียนและวัตถุประสงค์การเรียนรู้แบบ PBL

– ชี้แจงบทบาทผู้เรียนและผู้สอน

– ชี้แจงวิธีการวัดและประเมินผล

– แบ่งกลุ่มตามความเหมาะสม

– รับฟัง ซักถามข้อสงสัยและแสดงความคิดเห็น

– กำหนดบทบาทหน้าที่ ประกอบด้วย ประธาน เลขานุการ ผู้จับเวลา ผู้นำเสนอ

– กำหนดข้อตกลงร่วมกันของกลุ่มและบันทึกข้อตกลง

ขั้นการเรียนรู้
ขั้นที่ 1 เสนอโจทย์ปัญหา (Encounter the person through situation/ Scenario) – เสนอโจทย์ปัญหา

– อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้

– ถามกระตุ้นการเรียนรู้

– กระตุ้นให้ผู้เรียนสะท้อนคิดเกี่ยวกับ

– กระบวนการกลุ่ม

– กระบวนการเรียนรู้

– ศึกษาโจทย์ปัญหา

– ทำความเข้าใจคำศัพท์และแนวคิด

– สะท้อนคิดเกี่ยวกับ

– กระบวนการกลุ่ม

– กระบวนการเรียนรู้

ขั้นที่ 2 ระบุประเด็น,ปัญหา (Identify issues, challenges ,problem assets & strengths) – ถามกระตุ้นการเรียนรู้

– เพิ่มเติมข้อมูลจำเป็นที่เกี่ยวข้องการวิเคราะห์ปัญหาจากโจทย์โดยใช้คำถาม

– ประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน

– อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้

-กระตุ้นผู้เรียนสะท้อนคิดเกี่ยวกับ

– กระบวนการกลุ่ม

– กระบวนการเรียนรู้

– ระบุปัญหาของโจทย์/สถานการณ์

– ระบุข้อมูลที่ได้จากปัญหา

– สะท้อนคิดเกี่ยวกับ

– กระบวนการกลุ่ม

– กระบวนการเรียนรู้

ขั้นที่ 3 ระบุข้อมูล/ความรู้ที่มีอยู่ (Explore pre-existing information and currents knowledge base) – ถามกระตุ้นการเรียนรู้

– กระตุ้นการมีส่วนร่วมของกลุ่ม

– ช่วยเชื่อมโยงความรู้เดิมของผู้เรียน

– ประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน

– อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้

– กระตุ้นผู้เรียนสะท้อนคิดเกี่ยวกับ

– กระบวนการกลุ่ม

– กระบวนการเรียนรู้

– แบ่งปันความรู้เดิม

– แสดงบทบาทที่ได้รับมอบหมายตามกระบวนการกลุ่ม

– สะท้อนคิดเกี่ยวกับ

– กระบวนการกลุ่ม

– กระบวนการเรียนรู้

ขั้นที่ 4 ตั้งสมมุติฐาน /กลไกของปัญหา (Generate hypothesis/issue & their possible biopsychosocial mechanisms)

 

– ถามกระตุ้นการเรียนรู้

– กระตุ้นการมีส่วนร่วมของกลุ่ม

– ช่วยเชื่อมโยงสมมุติฐานของผู้เรียนกับโจทย์/ประเด็นโดยใช้คำถาม

– ประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน

– อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้

– กระต้นผู้เรียนสะท้อนคิดเกี่ยวกับ

– กระบวนการกลุ่ม

– กระบวนการเรียนรู้

– วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา

– ตั้งสมมุติฐานที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับโจทย์/สถานการณ์ เช่น Concept mapping

สะท้อนคิดเกี่ยวกับ

– กระบวนการกลุ่ม

– กระบวนการเรียนรู้

 

ขั้นที่ 5 ระบุความรู้ที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมและจัดลำดับความสำคัญ  (Identify information gaps, Identify prioritize learning issues) – ถามกระตุ้นการเรียนรู้

– กระตุ้นการมีส่วนร่วมของกลุ่ม

– ช่วยเชื่อมโยงความรู้ของผู้เรียน

– ประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน

– อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้

– แนะนำแหล่งเรียนรู้(ผู้เชี่ยวชาญ,เอกสาร ตำรา Website ฐานข้อมูลฯ)

– กระตุ้นผู้เรียนสะท้อนคิดเกี่ยวกับ

– กระบวนการกลุ่ม

– กระบวนการเรียนรู้

– จัดลำดับความสำคัญของสมมุติฐาน

– กำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้

– กำหนดวิธีการเรียนรู้และแหล่งที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติม

– วางแผนการเรียนรู้ของกลุ่มและตนเอง

– มอบหมายผู้รับผิดชอบตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้

– สะท้อนคิดเกี่ยวกับ

– กระบวนการกลุ่ม

– กระบวนการเรียนรู้

ขั้นที่ 6 ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Research learning issues via self study) – อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ เช่น ประสานผู้เชี่ยวชาญ ห้องสมุด ฯลฯ

 

– ศึกษาค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้

– สรุปผลการเรียนรู้

– วางแผนการนำเสนอผลการเรียนรู้

ขั้นที่ 7 ทดสอบสมมุติฐานและประยุกต์เชื่อมโยงความรู้ใหม่  (Evaluate initial hypothesis/issues and apply new knowledge) – เชื่อมโยงความรู้ที่เป็นแนวคิดหลักที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้โดยใช้คำถาม(ไม่ใช่การบรรยาย)

– กระตุ้นการมีส่วนร่วมของกลุ่ม

– ประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน

– อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้

– กระตุ้นผู้เรียนสะท้อนคิดเกี่ยวกับ

– กระบวนการกลุ่ม

– กระบวนการเรียนรู้

 

– นำเสนอผลการเรียนรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น บทบาทสมมุติ แผนผังความคิดรวบยอด ฯลฯ

– เชื่อมโยงความรู้ที่เป็นแนวคิดหลักที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้

– ประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าเพื่อทดสอบสมมุติฐาน

– สรุปผลการเรียนรู้ที่เป็นความรู้ใหม่

– สะท้อนคิดเกี่ยวกับ

– กระบวนการกลุ่ม

– กระบวนการเรียนรู้

ขั้นที่ 8 ประเมินและสะท้อนคิดการเรียนรู้ของกลุ่ม/บุคคล (Assess and reflect on group/individual learning) – ถามกระตุ้นความคิดเห็นเกี่ยวกับ

– กระบวนการกลุ่ม

– กระบวนการเรียนรู้

– ผลลัพธ์การเรียนรู้ตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่กำหนด

– ประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน

– อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้

– สะท้อนคิดเกี่ยวกับ

– กระบวนการกลุ่ม

– กระบวนการเรียนรู้

– ผลลัพธ์การเรียนรู้ตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่กำหนด

 

 

การนำ Problem – Based learning มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนโดย อาจารย์อาภรณ์  ภู่พัทธยากร

เริ่มต้นจากการทำโจทย์ของวิทยาลัย ถัดมาร่วมกันทำในครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ได้ร่วมกันจัดทำของวิทยาลัยพยาบาลทั่วประเทศเป็นคู่มือ PBL ในนามของสถาบันพระบรมราชชนก ซึ่งวิทยาลัยฯได้นำมาทดลองใช้ในปีการศึกษา 2558 ในวิชาจริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพการพยาบาล และ การพยาบาลมารดา ทารกและผดุงครรภ์ 2

วิชา การพยาบาลมารดา ทารกและผดุงครรภ์ 2 ใช้เวลาเรียนทั้งสิ้น 14 ชม. นักศึกษาจะให้ความคิดเห็นว่าไม่ดี มีการบ่น เหนื่อย การเตรียมยังไม่สมบูรณ์ ส่งผลต่อการประเมินการสอนของอาจารย์ได้ในระดับค่อนไปทางน้อย มีนักศึกษาบางคนบอกว่าเป็นวิธีที่ดีทำให้ได้ค้นคว้า ต่อมาในปีการศึกษา 2559 มีการปรับบางประเด็น เช่น ปรับโจทย์ ปรากฎผลตอบรับดีขึ้น

PBL กลุ่มใหญ่ พบอุปสรรคในการเตรียมนักศึกษาให้เป็น faciliator ยังไม่ดี ในขณะที่บางกลุ่มทำได้ดี

 

การนำ Problem – Based learning มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนในวพบ.สุราษฎร์ธานี

วพบ.สุราษฎร์ธานี มีนโยบายให้มีการจัดการเรียนการสอนแบบ PBL ในทุกชั้นปี ชั้นปีที่ 1 จัดในรายวิชาการสื่อสารและสารสนเทศทางการพยาบาล ชั้นปีที่ 2 จัดในรายวิชาจริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพชั้นปีที่ 3 จัดในรายวิชาการพยาบาลมารดา ทารกและผดุงครรภ์  1 ชั้นปีที่ 4 จัดในรายวิชาการพยาบาลครอบครัวและชุมชน 2  มีใช้ทั้งกลุ่มใหญ่และเล็ก โดยวิชารายวิชาการสื่อสารและสารสนเทศทางการพยาบาล ใช้อาจารย์หลากหลายภาควิชามาเป็น Faciliators จึงเป็นการจัดในลักษณะ small group แต่การพยาบาลครอบครัวและชุมชน 2 ใช้อาจารย์เฉพาะในกลุ่มวิชาจึงจำเป็นต้องจัดในลักษณะ large group  เนื่องด้วยระยะเวลาจำนวนชั่วโมงและการคิดภาระงานเข้ามาเป็นปัจจัยกระทบจึงปรับการจัดการเรียนการสอนเพียง 3 ครั้ง คือ ขั้นเปิดโจทย์ (รวบขั้นที่ 1-5 ไว้ในครั้งเดียวกัน) ขั้นศึกษาค้นคว้า และขั้นปิดโจทย์  ปีการศึกษาปัจจุบันนำ E-learning มาใช้ร่วมกับ PBL ในรายวิชาการสื่อสารและสารสนเทศทางการพยาบาล และรายวิชาจริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ ในขั้นการศึกษาค้นคว้า ให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นใน E-learning บนเวปไซด์ของวิทยาลัยฯ อาจารย์เข้าไปแลกเปลี่ยนด้วย  ด้านผลการประเมินในปีการศึกษา 2558 ก็เป็นไปเช่นเดียวกับ วพบ ตรัง คือ นักศึกษาให้ข้อเสนอแนะในเชิงลบ จึงได้ปรับให้มีการปูพื้นฐาน PBL ตั้งแต่ปี 1 ทำให้นักศึกษาเข้าใจกระบวนการการเรียนรู้ การทำหน้าที่ต่างๆในการเรียนรู้แบบ PBL เพียงแต่ แนวคิดเนื้อหาเปลี่ยนไปตามแต่ละรายวิชา  อย่างไรก็ตามปัญหาจำนวนอาจารย์ที่จะเป็น Faciliators ก็ยังคงมีอยู่

ในส่วน PBLวิชาจริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ ปรับโดยใช้อาจารย์ที่ผ่านการอบรม PBL เป็น Faciliators และนำ e-learning มาแก้ไขปัญหาภาระงาน โดยให้นักศึกษาสรุปเป็นบันทึกการเรียนรู้ส่งอาจารย์ประจำกลุ่ม ผ่าน e-learning และเพิ่มการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับอาจารย์ผ่าน weblog ของอาจารย์เป็นการเพิ่มช่องทางการแลกเปลี่ยนให้กับนักศึกษา

PBL ในรายวิชาเฉพาะ เช่น การพยาบาลมารดา ทารกและผดุงครรภ์  1  เนื่องจากเนื้อหารายวิชามีความจำเป็นต้องใช้ความรู้ที่เฉพาะเจาะจงในการใช้คำถามกระตุ้นนักศึกษา จึงระบุให้รายวิชาเฉพาะเหล่านี้ใช้อาจารย์ที่เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆโดยตรง

ผศ.ดร.วงจันทร์  เพชรพิเชฐเชียร สรุปประเด็นการแลกเปลี่ยน ดังนี้

เกิดการเรียนรู้นะคะจากกระบวนการทำ PBL คือ

1) เรื่องของการจัดการเพื่อแก้ปัญหาเรื่องครูไม่พอ แต่ยังไม่พบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า PBL ที่จัดให้ผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อยหรือกลุ่มใหญ่มีประสิทธิภาพเท่ากัน อย่างไรก็ตามการจัดในลักษณะ small group pbl ทำให้ Faciliators มีปฏิสัมพันธ์กับนักศึกษาทั้งในการตั้งคำถาม  ได้เห็นวิธีคิดตลอดจนกระตุ้นการคิดของนักศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการจัดการเรียนการสอนวิธีนี้  แต่ในPBLกลุ่มใหญ่ไม่สามารถกระตุ้นนักศึกษาได้ทั่วถึง  นอกจากนี้การเตรียม Faciliators ที่ไม่ใช่ content expert เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบ Problem – Based learning เป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการเพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการคิด ผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้ด้วยตัวเขาเอง บทบาทของครูคือ การทำหน้าที่เป็นผู้คอยชี้แนะสนับสนุน แนะนำ resource materials and resource person ซึ่งอาจเชิญ content expert มาเป็นแหล่งเรียนรู้ในรายวิชาที่เฉพาะ ซึ่งอาจเพิ่ม content expert ใน blog ช่วยแลกเปลี่ยนใน E-learning บนเวปไซด์ของวิทยาลัยฯ

2) การเตรียมผู้เรียน จากการแลกเปลี่ยนพบว่า การเตรียมวิธีการเรียนรู้แบบ PBL ตั้งแต่ปีหนึ่ง เรียนรู้จากเนื้อหาที่มันไม่ยากไม่ซับซ้อนจนเกินไป นำไปสู่การจัดการเรียนการสอนในเนื้อหาที่ไปที่ซับซ้อนมากขึ้นในชั้นปีถัดไป ซึ่งถูกต้องตามหลักของกระบวนการเรียนรู้ตามทฤษฎีการเรียนรู้

3) หัวใจของ PBL คือ โจทย์สถานการณ์ โดยการเขียนโจทย์ต้องทราบวัตถุประสงค์ (Learning outcome) ว่าต้องการให้เกิดอะไร นำมาเป็นแนวคิดหลักในการเขียนโจทย์ปัญหา   PBL เป็น learning method ที่มาจากทฤษฎีการเรียนรู้ experential learning มาจากค่ายคอนสตรัคติวิซึมที่เกิดจากนักปรัชญาที่เชื่อว่าความรู้คือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ความรู้ไม่ได้มีมาตั้งแต่กำเนิด แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์จะต้องเอาประสบการณ์นำมาสร้างเป็นสิ่งที่เป็นบทเรียนของตัวเองขึ้นมา ดังนั้น โจทย์ปัญหาที่สร้างจะต้อง built on previous experience  เนื้อหาของโจทย์หรือ case scenario จำเป็นต้องมีส่วนที่ผู้เรียนสามารถใช้ความรู้เดิมคาดเดาอะไรบางอย่างได้  จากนั้นจึงมีข้อมูลที่จะไป trigger หรือกระตุ้นต่อมความอยากรู้ของเขา เพราะอาจจะเป็นสิ่งใหม่เข้ามา โจทย์สถานการณ์ที่ดีต้อง “ill scenario” หมายถึง scenario ที่ไม่สมบูรณ์ เพื่อให้ผู้เรียนคิดและติดตาม

4) ประเมินกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัด โดยควรประชุมอาจารย์ผู้สอนทุกคน เพื่อพิจารณา ก) โจทย์ว่าเป็นอย่างไร สามารถกระตุ้นผู้เรียนได้หรือไม่อย่างไร ควรปรับอย่างไร ข) สถานที่จัดการเรียนรู้  ค) สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้มีเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะตำราหลัก (3-5 เล่ม)  นอกจากนี้ควรมีผลการประเมินจากผู้เรียนสะท้อนในทุกๆด้าน ประเมินเพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงการเรียนการสอน เช่น Faciliator กระบวนการเรียนการสอน โจทย์สถานการณ์ เป็นต้น และประเมินผลการเรียนรู้ โดยให้ผู้เรียนประเมินตนเองและประเมินเพื่อน เพื่อประเมินว่า ผู้เรียนได้บรรลุ LO หรือไม่อย่างไร ซึ่งสามารถนำผลมาเป็น formative or summative evaluation การประเมินผล PBL จะไม่เน้นการวัดเนื้อหา แต่เน้นที่กระบวนการทำงานเป็นทีม communication skills และ problem solving skills  ในส่วนประเด็นเรื่องปัญหาในการประเมินผู้เรียนใน PBL กลุ่มใหญ่ เป็นไปได้ยากที่จะประเมินนักศึกษาเป็นรายคน ผู้สอนต้องช่างสังเกต สังเกตกระบวนการกลุ่ม ผลการทำงานกลุ่ม เปรียบเทียบแต่ละกลุ่มแทนรายคน อย่างไรก็ตามธรรมชาติของผู้เรียนมีทั้งเงียบและกระตือรือร้น  สิ่งสำคัญคือการตกลงกฎของกลุ่ม บอกบทบาทผู้เรียนเพื่อให้เข้าใจ และที่สำคัญครูต้องใช้คำถามกระตุ้น ราย item ของแบบประเมินให้ยึด LO เป็นหลัก ไม่ควรใช้แบบประเมินกลางทุกรายวิชา

5) เพิ่มเติมการสอดแทรกมิติอื่น ๆ(five minds for the future)ในขณะทำกลุ่ม เช่น ความถูกต้องทางวิชาการการอ้างอิงเอกสาร แหล่งที่มา ความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มา เพื่อการปลูกฝังเรื่อง evidence base practice

 

สรุปขุมความรู้ (Knowledge Assets : KA) การนำ Problem – Based learning มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน

  1. การเตรียม Faciliators ที่ไม่ใช่ content expert เป็นสิ่งสำคัญ บทบาทของ Faciliators คือ การทำหน้าที่เป็นผู้คอยชี้แนะสนับสนุน แนะนำ resource materials and resource person จัดให้มี content expert มาเป็นแหล่งเรียนรู้ในรายวิชาที่เฉพาะ เพิ่ม content expert ใน blog ช่วยแลกเปลี่ยนใน E-learning บนเวปไซด์ของวิทยาลัยฯ

2) การเตรียมผู้เรียน การเตรียมวิธีการเรียนรู้แบบ PBL ตั้งแต่ปีหนึ่ง เรียนรู้จากเนื้อหาที่มันไม่ยากไม่ซับซ้อนจนเกินไป นำไปสู่การจัดการเรียนการสอนในเนื้อหาที่ไปที่ซับซ้อนมากขึ้นในชั้นปีถัดไป ซึ่งถูกต้องตามหลักของกระบวนการเรียนรู้ตามทฤษฎีการเรียนรู้

3) การเขียนโจทย์ ให้นำวัตถุประสงค์ (Learning outcome) มาเป็นแนวคิดหลักในการเขียนโจทย์ปัญหา   โจทย์ปัญหาที่สร้างจะต้อง built on previous experience  ผู้เรียนสามารถใช้ความรู้เดิมคาดเดาอะไรบางอย่างได้  จากนั้นจึงมีข้อมูลที่จะไป trigger หรือกระตุ้นต่อมความอยากรู้ของเขา โจทย์สถานการณ์ที่ดีต้อง “ill scenario” หมายถึง scenario ที่ไม่สมบูรณ์ เพื่อให้ผู้เรียนคิดและติดตาม

4) ประเมินกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัด โดยอาจารย์ผู้สอนทุกคน เพื่อพิจารณาโจทย์ สถานที่จัดการเรียนรู้  สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ และโดยผู้เรียนเพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงการเรียนการสอนและการบรรลุ LO ซึ่งไม่เน้นการวัดเนื้อหา แต่เน้นที่กระบวนการทำงานเป็นทีม communication skills และ problem solving skills

5) เพิ่มเติมการสอดแทรกมิติอื่น ๆ(five minds for the future)ในขณะทำกลุ่ม

 

การสอนด้วยหลักบริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ (Humanized health care)

แนวคิดการศึกษาพยาบาลเพื่อการเปลี่ยนแปลงสู่การดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์

(Concept of transformative in nursing education for humanized health care)

 

การจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้สามารถให้การพยาบาลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ คือ การจัดการศึกษาให้ผู้เรียนได้รับรู้สัมผัสอารมณ์ความรู้สึกของผู้เรียน และผู้สอนถ่ายทอดความรู้สึกผ่านการปฏิบัติต่อนักศึกษาด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ร่วมด้วย (สุรีย์  ธรรมิกบวร.2559)

 

กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้

– ความรู้ที่เกิดจากการเรียนรู้

– ทักษะที่เกิดจากการเรียนรู้ (LO)

– ประเมินความเข้าใจ ความเชื่อ และพฤติกรรมการดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ เช่น การรับรู้ในความกลัวของผู้ป่วย ความต้องการช่วยเหลือผู้ป่วยจากภาวะนั้น

 

เตรียมสมรรถนะผู้สอน

  1. สมรรถนะสุนทรียสนทนา เป็นสมรรถนะที่ทำให้เกิดการฟังอย่างตั้งใจ ไม่ตัดสินขณะฟัง ให้ความเท่าเทียม และมีความสามารถในการนำให้เกิดสุนทรียสนทนา โดยสร้างพื้นที่การสนทนาที่ผู้ฟังรู้สึกปลอดภัย กล้าที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้
  2. สมรรถนะการเป็นโค้ช เป็นสมรรถนะที่ต้องมีทักษะในการสร้างสัมพันธภาพ การสื่อสารที่ดี โดยเฉพาะการสื่อสารการประเมินทางบวก เพื่อชี้นำจุดที่ผู้เรียนสามารถประเมินและพัฒนาตนเอง
  3. สมรรถนะการดูแลข้ามวัฒนธรรม เป็นผู้ที่สามารถประเมิน ตระหนักถึงความแตกต่างของแต่ละบุคคล เนื่องจากวัฒนธรรมและนำวัฒนธรรมมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาผู้เรียนรายคนได้ นอกจากนี้ สมรรถนะนี้จะเป็นต้นแบบในการดูแลผู้ป่วยที่สะท้อนถึงการดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์
  4. สมรรถนะในการออกแบบโจทย์และตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์ให้ผู้เรียน คิด ทบทวน และเรียนรู้ที่จะตั้งคำถาม
  5. สมรรถนะในการนำเทคโนโลยีมาออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถมองเห็นภาพ เกิดความเข้าใจลึกซึ้ง

 

สำรวจองค์ประกอบที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้

  1. จัดเตรียมสื่อและแหล่งการเรียนรู้
  2. จัดเตรียมเครื่องมือวัดผลประเมินผลที่หลากหลายครอบคลุมทั้งด้านพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย จิตพิสัยและเน้นการประเมินตามสภาพจริง

 

ออกแบบการเรียนรู้

ออกแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการเนื้อหาการเรียน จะช่วยลดการใช้เวลาและทรัพยากรในการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง

การออกแบบการสอนต้องวิเคราะห์และเลือกผลลัพธ์ที่จะประเมินเชิงพฤติกรรมที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้สามารถประเมินได้ จัดสรรพื้นที่ในการแสดงพฤติกรรมนั้น

 

เทคนิควิธี

  1. การเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนด้วยความรู้สึกใฝ่รู้ร่วมกัน ให้ความนับถือผู้เรียนที่สามารถเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้ผู้เรียนมีความสุขในการเรียน มีความภาคภูมิใจ เกิดความคิดสร้างสรรค์ กล้าที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้มากขึ้น
  2. วิธีการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ การสอนทฤษฎีสามารถสอนผ่านการปฏิบัติได้ทำให้เกิดทั้งความรู้ ความเข้าใจ และได้รับแรงบันดาลใจในการต่อยอดการเรียนรู้
  3. แรงบันดาลใจนำสู่การตัดสินใจปฏิบัติ การเรียนรู้ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับอารมณ์ ความรู้สึกจะทำให้จำได้ และเป็นแรงผลักดันสู่การปฏิบัติ
  4. บทบาทผู้สอนเป็นผู้เอื้ออำนวยให้เกิดการเรียนรู้ โดยออกแบบกิจกรรมที่เอื้อโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ที่ผ่านการร่วมคิดร่วมทำ ผู้สอนทำบทบาทของการเป็นโค้ชในการเรียน สนับสนุน กระตุ้นผู้เรียน ให้ข้อมูลการประเมินในทางบวกในเวลาที่เหมาะสมไม่ช้าจนเกินไป และเรียนรู้จุดอ่อน จุดแข็งของผู้เรียน เพื่อที่จะให้การพูดสนับสนุนจนเกิดแรงบันดาลใจได้
  5. สร้างพื้นที่การเรียนรู้ พื้นที่การเรียนรู้ที่ปลอดภัย จะเชื้อเชิญผู้เรียนให้พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พื้นที่การเรียนรู้มีลักษณะของความเท่าเทียม การรับฟัง ผ่อนคลาย ไม่มีการตัดสินถูกผิด มีแต่การเติมเต็มเพื่อปรับมุมมองและองค์ความรู้ใหม่ โดยที่ผู้ที่เสนอแนวคิดหรือองค์ความรู้ที่แตกต่างจะเรียนรู้จากการสนทนาและสร้างองค์ความรู้หรือชุดความรู้ใหม่ของตนเองขึ้น
  6. การสอนภาคปฏิบัติเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ การสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย กล้าคิดกล้าแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผู้เรียนจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิดแรงบันดาลใจที่จะมีพฤติกรรมการให้บริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์
  7. การสอนในห้องปฏิบัติการสอนตามแนวคิดสุขภาพองค์รวม โดยใช้สถานการณ์ผู้ป่วยไม่พร้อม หรือมีอาการกระสับกระส่าย ญาติโวยวาย ให้ได้ฝึกเผชิญสถานการณ์และรับรู้ถึงความรู้สึกจริง

 

การประเมินผล

เป็นการประเมินเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้  โดยผู้สอนทำหน้าที่โค้ชประเมินเชิงบวก ระบุจุดที่ต้องพัฒนา จุดที่ดีแล้ว จุดที่ต้องแก้ไข

ระบบการประเมินต้องสอดคล้องไปกับวัตถุประสงค์ที่กำหนด และมีความละเอียดเพียงพอในการติดตาม

ใช้เครื่องมือใดเพื่อวัด สังเกตพฤติกรรม

 

 

เอกสารอ้างอิง

สุรีย์  ธรรมิกบวร. 2559. เอกสารประกอบการประชุม การจัดการเรียนการสอนเพื่อหัวใจความเป็นมนุษย์ การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง : การศึกษาทางการพยาบาลเพื่อการพยาบาลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์.

 

 

 

 

Humanize Health Care

ผศ.ดร.วงจันทร์  เพชรพิเชฐเชียร เกริ่นนำด้วยนิทาน fish is fish เพื่อสะท้อนให้เห็นถึง ทฤษฎีการเรียนรู้และการเรียนรู้ของผู้เรียนที่คิด based on สิ่งที่เขามีประสบการณ์เดิมบวกกับที่ได้รับเข้ามาใหม่  ทฤษฎีการเรียนรู้ของ John dewey ที่ระบุไว้ว่า “You must learn how to learn and relearn” เราจะเรียนรู้จากสิ่งที่เรารู้มาก่อน แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญขัดขวางการเรียนรู้ที่ถูกต้องของเราก็คือความเชื่อที่มีมาแต่เดิมแต่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง  หน้าที่ของครู จำต้องประเมินความเชื่อเดิมของผู้เรียนว่าถูกต้องหรือไม่ มิฉะนั้นจะทำให้การต่อยอดความรู้ใหม่ผิดหมด ซึ่งอ.นพ. โกมาตรได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า “learn how to learn and unlearn” และ unlearn ไม่ใช่ forgot แต่เป็นการเรียนรู้บนพื้นฐานความเป็นจริงอย่างเปิดใจกว้าง (very open minded) วางความเชื่อเดิมไว้ และต้องเป็นผู้ฟังที่ดี

อาจารย์อรุณี  ชุนหบดี อธิบายความหมายของ Humanize Health Care

ตามความหมายของ อ.นพ. โกมาตรว่า “การดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์เป็นการให้บริการด้วยความเอาใจใส่ทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ และสังคมจิตวิญญาณ ที่จะก่อให้เกิดความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ ซึ่งรวมแล้วคือการดูแลรักษาคนไข้ดุจดั่งเพื่อนมนุษย์คนนึง”

ตามความหมายของ ศ.ดร.สมจิต หนุเจริญกุล ว่า “เป็นการช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นหายจากการทำให้ผู้ป่วยตระหนักว่าแพทย์พยาบาลเห็นใจเข้าใจในความทุกข์ของผู้ป่วย ปฏิบัติกับผู้ป่วยด้วยความเป็นมิตรและมีความเมตตาร่วมกับการรักษาพยาบาลด้วยความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์การพยาบาล และอีกมุมมองว่าเป็นการให้บริการที่สอดคล้องกับบริบทของชีวิตของผู้รับบริการ โดยจะต้องคำนึงถึงเงื่อนไขแล้วก็ข้อจำกัดของผู้รับบริการซึ่งผู้ให้บริการจำเป็นที่ต้องประยุกต์ใช้ความรู้ให้สอดคล้องกับบริบทชีวิตของผู้รับบริการที่ผู้รับบริการเป็นด้วยการให้ข้อมูลทางเลือกกับผู้รับบริการอย่างเพียงพอและดึงศักยภาพของผู้รับบริการมาร่วมตัดสินใจในการแก้ปัญหาให้บริการด้วยความเข้าใจชีวิตจริงของผู้รับบริการ บนความแตกต่างของบุคคล”

ตามความหมายของ อ.ซูซาน จาการไปดูงานที่อเมริกา ซึ่งมองในเรื่องของแนวคิดของการให้บริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ในส่วนของ humanistice ว่าเป็นการให้คุณค่าของแต่ละบุคคล ซึ่งมีแนวคิดหลักที่จะมาประกอบกันด้วยก็คือแนวคิดในเรื่องของ 1) value of individual ก็คือการให้คุณค่าของแต่ละบุคคล 2) basic need เป็นการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน 3) here and now ก็เป็นการมองที่ปัจจุบัน การดำเนินชีวิตในปัจจุบันของผู้รับบริการ ความรับผิดชอบต่อตนเอง ความรับผิดชอบต่อผู้อื่น ความรับผิดชอบในการเผชิญปัญหาของมนุษย์ การกระทำของคนคนเดียวจะส่งผลกระทบต่อคนเยอะแยะมากมาย บุคคลมีอิสระที่จะเลือกในการที่จะทำในสิ่งที่เราต้องการ

การนำ Humanize Health Careมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนโดย อาจารย์อรุณี  ชุนหบดี

วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง ต้องผลิตบัณฑิตให้มีสมรรถนะ Humanize Health Care สิ่งที่ อ.อรุณีได้ดำเนินการนั้น เป็นการสอดแทรกในกิจกรรมต่างๆ ให้นักศึกษามองเห็นคุณค่าของความเป็นคน มองเห็นบริบทของคน และสามารถให้การพยาบาลได้ตรงกับสิ่งที่เขาเป็น บริการได้ตรงกับความเป็นมนุษย์ของเขา บริการได้ตรงกับศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของเขา ในกิจกรรมนักศึกษาเริ่มตั้งแต่การปฐมนิเทศนักศึกษาซึ่งควบคู่ไปกับการจัดเตรียมความพร้อมในการเรียนของนักศึกษา การเตรียมนักศึกษาให้สามารถที่จะเรียนรู้ในเรื่องของการบริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์นี้ก็จะมีอยู่ 1 section ที่จะปรับทัศนคติของนักศึกษา เป็นกิจกรรมการสังเกตให้นักศึกษาได้ดูภาพ 1 ภาพ เป็นกระบวนการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสะท้อนความคิดเดิมของผู้เรียนกระตุ้นให้ผู้เรียนมองเห็นความจริงที่แตกต่างจากความคิดหรือกรอบของตัวเอง มีภาพ 1 ภาพ เป็นภาพเรือ มีภาพผู้คนมีคลอง ให้นักศึกษามองและถามว่า เห็นอะไรจากภาพ ส่วนใหญ่สิ่งที่นักศึกษาเห็น ตอบอาจารย์ออกมา จะเป็นในส่วนของความคิดนักศึกษาเกือบทั้งหมดเพราะนักศึกษาจะเชื่อมโยงเอาสิ่งที่เห็นกับความคิดของตัวเอง เช่นเห็นเรือนักศึกษาก็จะมองไปในเรื่องของการคมนาคมที่มันไม่ปลอดภัย น้ำที่นักศึกษาเห็นมันเป็นน้ำดำ นักศึกษาจะบอกว่ามันเป็นน้ำเน่าน้ำเสียแล้วส่งผลกระทบถึงอะไรต่างๆ ซึ่งนักศึกษาไม่ได้มองความจริงจากภาพ เพราะว่าสิ่งที่น่าจะนำเสนอส่วนใหญ่เป็นรายละเอียดของข้อมูลที่เห็นแล้วนำไปเชื่อมกับประสบการณ์เดิมของตัวเองแล้วเล่าออกมา อาจารย์ชี้ประเด็นให้นักศึกษารู้ว่าสิ่งที่นักศึกษาเลือกมอง จะมองตามความสนใจ มองตามความรู้สึกอารมณ์ ซึ่งบางครั้งมันอาจจะไม่มีความจริงในภาพเลยแต่ว่านักศึกษามองแล้วใส่กรอบความคิดของตัวเองใช้การตัดสิน ใช้นิยามของตัวเอง ภายหลังการชี้ประเด็นแล้วนักศึกษาเริ่มเข้าใจเริ่มแยกแยะระหว่างความจริงกับความคิดได้

ในการจัดการเรียนการสอน รายวิชาปฏิบัติการพยาบาลครอบครัวและชุมชน 2 ซึ่งเป็นการศึกษาแนวคิดและหลักการพยาบาลครอบครัวและชุมชนที่มีภาวะเสี่ยง ออกแบบบูรณาการการบริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ลงในกิจกรรมของการเยี่ยมบ้านผู้รับบริการที่มีภาวะเสี่ยง ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขั้น

ขั้นที่ 1 ขั้นเตรียมการ คืออาจารย์ ศึกษาในเรื่องของหลักสูตร

ขั้นที่ 2 ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนตรงนี้จะประกอบด้วย 3 ขั้นด้วยกัน ได้แก่ก็คือ

1) การเสริมสร้างทัศนคติพัฒนาความคิด การเรียนเพื่อให้รู้เข้าใจสภาพจริง ในขั้นนี้นี้มุ่งเน้นให้นักศึกษาได้มองเห็นความเป็นจริงโดยไม่ใช้ความคิดของตัวเองไปตัดสินผู้อื่น กิจกรรมประกอบด้วยให้นักศึกษาค้นหาครอบครัวที่มีภาวะวิกฤตและเบี่ยงเบนภาวะสุขภาพมา 1 ครอบครัวแล้วก็เอาข้อมูลมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยครูจะเป็นผู้ชี้ประเด็นให้ว่าข้อมูลที่นักศึกษาเก็บมาเป็นอย่างไร เก็บตามความเป็นจริงหรือเก็บตามกรอบของนักศึกษา นักศึกษามีความเข้าใจในส่วนของอคติที่มันเป็นประสบการณ์หรือความคิดเดิมของนักศึกษาอย่างไร แล้วก็ความแตกต่างของความคิดของนักศึกษากับความเป็นจริงเป็นอย่างไร โดยเน้นการปรับทัศนคติด้วยการสะท้อนข้อมูลของนักศึกษาให้นักศึกษาเข้าใจว่านักศึกษามองเช่นนี้เป็นการมองจากมุมมองของนักศึกษาไม่ใช่มุมมองของความเป็นจริงที่ผู้รับบริการเป็น มุ่งเน้นเพื่อมองให้เข้าใจสภาพความเป็นจริงของครอบครัว

2) การเข้าใจสาระการเรียนรู้ ภายหลังจากที่นักศึกษาเก็บข้อมูลและครูสะท้อนข้อมูลของนักศึกษา กิจกรรมขั้นตอนนี้ประกอบด้วยการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมตามความเข้าใจครอบครัว ตามความเป็นจริง ประเมินสภาพและภาวะสุขภาพของครอบครัวเพิ่มเติมจากเดิม เพื่อให้เป็นข้อมูลตามความเป็นจริง

3) ขั้นการเรียนรู้เพื่อที่จะปรับแก้สภาพที่เป็นปัญหาของผู้รับบริการ หลังจากที่ได้ข้อมูลตามความเป็นจริงมาแล้ว กิจกรรมการพยาบาลที่จะให้กับผู้รับบริการก็จะเป็นกิจกรรมกิจกรรมการพยาบาลที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและบริบทของครอบครัวของเขาที่เป็นจริง ซึ่งส่วนหนึ่งจะต้องอิงจากตำรา แต่อิงจากตำราแล้วข้อมูลตรงนั้นกิจกรรมตรงนั้นก็จะต้องปรับและสอดคล้องกับความเป็นจริงของผู้รับบริการด้วย

ขั้นที่ 3 ขั้นตอนการประเมินผลการเรียนรู้ ผลจากการสอน ผลจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในด้านของนักศึกษา พบว่า 1) นักศึกษามีทัศนคติความคิดที่เข้าใจสภาพความเป็นจริงของครอบครัวมากขึ้น ซึ่งในช่วงของการเริ่มต้นจะให้ความสนใจแค่ในเรื่องของการเจ็บป่วยของครอบครัว นักศึกษาเลือกเก็บข้อมูลที่ตัวเองสนใจโดยการสังเกตและข้อประเมินตามเครื่องมือ แต่ในการให้บริการครอบครัวแล้วจะต้องมองมุมมองอื่นๆที่ไม่ใช่แค่ในเรื่องของการเจ็บป่วย และครอบคลุมไปถึงระดับครอบครัว  2) นักศึกษาเข้าใจแต่ละสาระของครอบครัวตามความเป็นจริงตามบริบทของแต่ละครอบครัว ซึ่งประเด็นนี้นักศึกษาสามารถเข้าใจครอบครัวได้ตามความเป็นจริงที่มีความแตกต่างจากทางทฤษฎี ในเรื่องของการสร้างครอบครัว การดำเนินชีวิต การเผชิญสถานการณ์ และการแก้ปัญหาของครอบครัว ที่นักศึกษาได้เรียนรู้ว่าแต่ละครอบครัวมีความแตกต่างกันทั้งความคิด ความรู้สึก การรับรู้ อาการรับรู้ ปัญหาการตัดสินใจของแต่ละครอบครัวก็มีความแตกต่างกัน ซึ่งครูได้ชี้ประเด็นให้นักศึกษาได้มองบทบาทของครอบครัว มองบทบาทของสมาชิกทุกคนที่จะต้องปรับตัวภายใต้สถานการณ์วิกฤต โดยมีเป้าหมายว่าครอบครัวก็จะต้องพึ่งตนเองได้

ในส่วนของการประเมินผล มีการประเมินผลในงานของนักศึกษา ในส่วนของกิจกรรมการให้บริการ กิจกรรมการพยาบาลในแต่ละครอบครัว ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวางแผน และการลงไปปฏิบัติจริงควบคู่ไปกับในส่วนของแบบประเมินพฤติกรรมการดูแลผู้รับบริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ของวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วย ด้านของจิตบริการ ด้านคำนึงถึงสิทธิผู้ป่วย ด้านการคิดวิเคราะห์

สิ่งที่ท่าน (ครูผู้จัดการเรียนการสอน) ได้เรียนรู้จากการจัดการเรียนการสอน

อ.อรุณี : ครูผู้สอนก็เรียนรู้ควบคู่ไปกับนักศึกษาโดยพยายามไม่ยึดติดกรอบ และเปิดมุมมองทางความคิดของตัวเองในการเรียนรู้ให้เข้าใจชีวิต บริบทของผู้รับบริการมากขึ้น ครูมีความใจเย็นขึ้น แต่ส่วนนึงครูก็ต้องพยายามทำความเข้าใจความคิดของนักศึกษาว่าทำไมเขาถึงคิดแบบนี้ทำให้เขาต้องเก็บข้อมูลมาแบบนี้ทำไมเขาถึงมีกิจกรรมการบริการที่ให้แบบนี้ซึ่งบางครั้งมันอาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริงของผู้รับบริการ

 

อาจารย์ชไมพร : การดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์มาจากทฤษฎี humanistic ทฤษฎีนี้เชื่อศักยภาพของบุคคลในการแก้ปัญหา กับ ทฤษฎี  phenomena การดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์จะช่วยส่งเสริมบุคคลให้ใช้ศักยภาพของตนเองในการแก้ปัญหาซึ่งจะเหมาะสมกับบริบท ความต้องการของบุคคลนั้นๆ

การดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ สามารถประยุกต์ใช้ได้ทุกขั้นตอนของกระบวนการพยาบาล เน้นการรวบรวมข้อมูลตามความเป็นจริงของผู้รับบริการ นำไปสู่การวางแผน การปฏิบัติการพยาบาลได้ตรงสภาพของผู้รับบริการ แกนนำที่สำคัญคือญาติ

ผศ.ดร.วงจันทร์  เพชรพิเชฐเชียร ให้ผู้เข้าร่วมประชุมช่วยกันสรุปคุณลักษณะของ Humanize Care  ในความเข้าใจของตนเอง 3 คำ

คำตอบที่ได้ ได้แก่

– ใช้ใจมอง

– เข้าใจมนุษย์

– เข้าใจ เข้าถึง อย่างเอื้ออาทร

– ไม่ใช้ประสบการณ์ตนเองในการตัดสินผู้อื่น

– องค์รวม

– เข้าใจ เข้าถึง และเห็นคุณค่า

– เรื่องจิตวิญญาณ

– เปิดใจเรา เข้าถึงใจ ให้ยอมบ้าง

– ดูแลดุจญาติมิตร

ผศ.ดร.วงจันทร์  เพชรพิเชฐเชียร สรุปแนวคิดที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ว่า Humanize Care  overlapping กับ holistic care; “the whole is not the sum of it parts” และเราต้องเข้าใจศักยภาพของมนุษย์ และเรียนรู้ที่จะหาวิธีที่สามารถทำให้ผู้รับบริการได้รับการพัฒนาไปจนถึงศักยภาพที่สูงที่สุดในบริบทขณะนั้นๆ ศักยภาพของมนุษย์มีความสัมพันธ์กับปิรามิดทฤษฏีของมาสโลว์ นั่นคือ เราต้องให้การดูแลและพัฒนาศักยภาพของผู้รับบริการไปตามลำดับขั้นของปิรามิด เริ่มจาก 1) ความต้องการทางกายภาพ 2) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย 3) ความรักและความเป็นเจ้าของ 4) ความเคารพนับถือ และ 5) ความสมบูรณ์ของชีวิต

ผศ.ดร.วงจันทร์  เพชรพิเชฐเชียร ระบุว่าทักษะที่สำคัญของ Humanize Care  คือ Deep listening หรือ Compassioness Listening ที่ผู้ให้บริการจะต้องมี ดังนั้นการประเมินผลการจัดการเรียนการสอนที่เน้น humanize care จำต้องประเมินทักษะนี้ของผู้เรียน ซึ่งอาจจะเป็นไปในลักษณะการสอบแบบ simulation base

ผศ.ดร.วงจันทร์  เพชรพิเชฐเชียร สรุปสาระสำคัญของการจัดการเรียนการสอน ได้แก่

  • สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเห็นคุณค่า ความหมายของสิ่งที่กำลังทำกระตุ้นต่อมความอยากรู้ ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม
  • ต้องสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนรู้สึกปลอดภัย อยากเรียนรู้
  • รู้จักตัวเอง ประเมินตนเอง พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
  • รู้จักผู้เรียน ประเมินผู้เรียนสนับสนุน ชี้แนะให้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  • รู้จักหลักสูตรและเนื้อหา
  • รู้จักทฤษฏีการเรียนรู้ วิธีการสอน เลือกใช้อย่างเหมาะสม

– รู้จักวิธีการการประเมินและ feedback

 

สรุปขุมความรู้ (Knowledge Assets : KA) การนำ Humanize Health Care มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน

  1. การดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ (Humanize Health Care) เป็นการดูแลผู้รับบริการอย่างเป็นองค์รวม (holistic care)
  2. สมรถนะการดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ (Humanize Health Care) จะเกี่ยวข้องกับการแยกแยะระหว่างสภาพความเป็นจริงออกจากความคิดของตนเองที่มีต่อผู้อื่น ซึ่งจะต้องมีอยู่ในทุกกระบวนการของกระบวนการให้การพยาบาล (Nursing process)
  3. เป้าหมายที่สำคัญของการดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ (Humanize Health Care) คือ เรียนรู้ที่จะหาวิธีที่สามารถทำให้ผู้รับบริการได้รับการพัฒนาไปจนถึงศักยภาพที่สูงที่สุดในบริบทขณะนั้นๆ ตามปิรามิดทฤษฏีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์

4. การประเมินผลการจัดการเรียนการสอนที่เน้น humanize care จำต้องประเมินทักษะ Deep listening หรือ Compassioness Listening

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *